Cūḷataṇhāsaṅkhayasutta

จูฬตัณหาสังขยสูตร

The Shorter Discourse on the Ending of C

ข้อมูลพระสูตร
พระไตรปิฎกเล่มที่ 12
นิกายมัชฌิมนิกาย
ผู้แสดงธรรมพระพุทธเจ้า
ผู้ฟังท้าวสักกะ
สถานที่บุพพาราม กรุงสาวัตถี
อ่านพระสูตรจูฬตัณหาสังขยสูตร →

สรุปเนื้อหา จูฬตัณหาสังขยสูตร

จูฬตัณหาสังขยสูตร (มัชฌิมนิกาย MN 37) เป็นพระสูตรที่พระพุทธองค์ทรงแสดงเกี่ยวกับข้อปฏิบัติเพื่อความสิ้นตัณหา ซึ่งเกิดขึ้น ณ บุพพาราม ปราสาทของมิคารมารดา กรุงสาวัตถี โดยมีท้าวสักกะจอมเทพ เสด็จมาทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า โดยย่อแล้ว ภิกษุผู้ปฏิบัติอย่างไร จึงจะชื่อว่าเป็นผู้หลุดพ้นด้วยธรรมเป็นที่สิ้นตัณหา มีความสำเร็จโดยส่วนเดียว มีความเกษมจากโยคะโดยส่วนเดียว มีพรหมจรรย์โดยส่วนเดียว มีที่สุดโดยส่วนเดียว และเป็นผู้ประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย.

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสตอบว่า ภิกษุในธรรมวินัยนี้ได้สดับแล้วว่า "ธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น". เมื่อภิกษุได้สดับข้อนี้แล้ว ย่อมรู้ยิ่งซึ่งธรรมทั้งปวง ทราบชัดธรรมทั้งปวง กำหนดรู้ธรรมทั้งปวง. ครั้นกำหนดรู้แล้ว เธอได้เสวยเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นสุข ทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ ก็ย่อมพิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยง มีความหน่าย มีความดับ และมีการสละคืนในเวทนาเหล่านั้น.

เมื่อพิจารณาเห็นดังนั้นแล้ว ภิกษุย่อมไม่ยึดมั่นสิ่งใดๆ ในโลก เมื่อไม่ยึดมั่น ย่อมไม่สะดุ้งหวาดหวั่น และเมื่อไม่สะดุ้งหวาดหวั่น ย่อมปรินิพพานได้เฉพาะตน และทราบชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี. พระพุทธองค์ตรัสว่า ด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้แล ภิกษุจึงชื่อว่าน้อมไปในธรรมเป็นที่สิ้นแห่งตัณหา. ท้าวสักกะจอมเทพทรงชื่นชมพระภาษิตและทูลลากลับไป.

ขณะนั้น พระมหาโมคคัลลานะ ซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกล ได้ดำริว่า ท้าวสักกะนั้นทราบความแห่งพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล้วจึงยินดี หรือว่าไม่ทราบก็ยินดี. ท่านจึงเหาะไปสู่ดาวดึงส์เทวโลก และสอบถามท้าวสักกะอีกครั้ง. ในตอนแรก ท้าวสักกะทรงรำพึงว่ามีกิจมาก ทำให้ลืมพระภาษิตไปบ้าง. แต่ในที่สุดก็ทรงรำลึกและกล่าวพระภาษิตนั้นแก่พระมหาโมคคัลลานะได้. พระมหาโมคคัลลานะจึงใช้ปลายเท้ากดเวชยันตปราสาทของท้าวสักกะให้สั่นสะเทือน เพื่อให้ท้าวสักกะและเหล่าเทพได้ตระหนักถึงความสำคัญของพระธรรม.

อ่านพระสูตรฉบับเต็ม →
ปรับปรุงข้อมูลล่าสุดวันที่ 2026-04-03
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka