Immersion (3rd)
ตติยสมาธิสูตร ในอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ได้จำแนกบุคคลในโลกออกเป็น 4 ประเภท โดยพิจารณาจากคุณธรรมพื้นฐานสำคัญ 2 ประการ คือ สมถะ (ความสงบใจ) และ วิปัสสนา (ปัญญาเห็นแจ้งในธรรม) ซึ่งทั้งสองส่วนนี้เปรียบเสมือนเครื่องมือหลักในการบรรลุถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะกิเลส
บุคคล 4 ประเภท ได้แก่:
พระสูตรนี้เน้นย้ำถึงกัลยาณมิตรและการแสวงหาความรู้จากผู้ที่ชำนาญในธรรมนั้นๆ หากบุคคลใดขาดคุณธรรมข้อใดข้อหนึ่งไป ควรเข้าไปสอบถามผู้ที่เชี่ยวชาญเพื่อขอคำแนะนำและวิธีการปฏิบัติ เช่น การสอบถามถึงวิธีทำจิตให้ตั้งมั่นเป็นสมาธิ หรือวิธีการพิจารณาเห็นสภาวธรรมตามความเป็นจริง เพื่อให้ตนเองสามารถพัฒนาจนมีทั้งความสงบและความเห็นแจ้งในที่สุด
สำหรับบุคคลประเภทที่สี่ ซึ่งมีพร้อมทั้งสมถะและวิปัสสนาแล้ว พระพุทธองค์ทรงสอนว่า ควรอาศัยฐานกำลังทางธรรมเหล่านี้ พัฒนาการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานให้ต่อเนื่องยิ่งขึ้นไป เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายสูงสุดคือความสิ้นไปแห่งอาสวะกิเลส
สรุปได้ว่า พระสูตรนี้แสดงให้เห็นว่าธรรมทั้งสองประการนี้มีความสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ได้ การมีเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งไม่เพียงพอต่อการบรรลุธรรม แต่ละคนจึงต้องรู้จักประเมินตนเอง และเร่งบำเพ็ญคุณธรรมที่ตนยังขาดอยู่โดยอาศัยครูบาอาจารย์หรือกัลยาณมิตรเป็นผู้นำทาง เพื่อให้การปฏิบัติธรรมก้าวหน้าสู่ความหลุดพ้นอย่างสมบูรณ์
อ่านพระสูตรฉบับเต็ม →
แสดงความคิดเห็น
แบ่งปันข้อสังเกต คำถาม หรือข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับตติยสมาธิสูตร