พระสูตรนี้เปรียบเทียบการทำบุญกับการทำเกษตรกรรม โดยพระพุทธองค์ทรงสอนว่าผลของการให้ทานจะมากหรือน้อย ย่อมขึ้นอยู่กับ "เนื้อนาบุญ" หรือคุณสมบัติของผู้รับเป็นสำคัญ เปรียบเสมือนพืชพันธุ์ที่ปลูกลงในผืนนา หากดินไม่ดี พืชย่อมไม่งอกงาม แต่หากดินมีความสมบูรณ์พร้อม ผลผลิตย่อมได้รับความเจริญงอกงามฉันใด การให้ทานแก่ผู้ที่มีจริยธรรมย่อมส่งผลที่แตกต่างกันฉันนั้น

พระองค์ได้แจกแจงปัจจัยแห่งความสำเร็จของผืนนาและคุณภาพของสมณะหรือพราหมณ์ผ่านหัวข้อดังนี้:

  • นาที่ไม่ดี (ไร้ผล): คือนาที่เป็นเนิน เป็นหลุม มีก้อนหิน ดินเค็ม ขาดการบำรุงรักษา ขาดระบบชลประทาน ซึ่งเปรียบได้กับผู้รับที่มี "มิจฉามรรค" (มิจฉาทิฏฐิ, มิจฉาสังกัปปะ, มิจฉาวาจา, มิจฉากัมมันตะ, มิจฉาอาชีวะ, มิจฉาวายามะ, มิจฉาสติ, มิจฉาสมาธิ)
  • นาที่ดี (ให้ผลมาก): คือนาที่ราบเรียบ ปราศจากอุปสรรค มีการไถพรวนลึก และมีระบบน้ำที่สมบูรณ์ ซึ่งเปรียบได้กับผู้รับที่มี "สัมมามรรค" (สัมมาทิฏฐิ, สัมมาสังกัปปะ, สัมมาวาจา, สัมมากัมมันตะ, สัมมาอาชีวะ, สัมมาวายามะ, สัมมาสติ, สัมมาสมาธิ)

บทสรุปของพระสูตรเน้นย้ำว่า การให้ทานแก่ผู้ที่มี "ศีลและปัญญา" อันประเสริฐ ย่อมก่อให้เกิดอานิสงส์มหาศาลและนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองในชีวิต ผู้ที่ปรารถนาความดีงามควรหมั่นเข้าหาผู้ที่มีปัญญาและประพฤติปฏิบัติอยู่ในทางที่ถูกที่ควร การสั่งสมทั้งความรู้ ความประพฤติ และความสะอาดบริสุทธิ์ของจิตใจ ไม่เพียงแต่เป็นการทำบุญที่ยอดเยี่ยม แต่ยังเป็นหนทางสำคัญที่จะนำไปสู่การขจัดกิเลสและบรรลุถึง "ความดับทุกข์" ซึ่งถือเป็นความยอดเยี่ยมสูงสุดในทางธรรม

อ่านพระสูตรฉบับเต็ม →
ปรับปรุงข้อมูลล่าสุดวันที่ 2026-06-01