พระสูตรนี้ (ยสสูตร) เป็นบันทึกเหตุการณ์ที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปประทับที่ป่าอิชฉานังคละ ชาวบ้านได้ทราบข่าวจึงพากันนำภัตตาหารไปถวายอย่างเอิกเกริก พระพุทธเจ้าตรัสกับพระนาคิตะเถระผู้เป็นพุทธอุปัฏฐากว่า พระองค์ไม่ต้องการลาภยศสรรเสริญเหล่านั้น เพราะเมื่อเทียบกับ เนกขัมมสุข (ความสุขจากการออกจากกาม) ปวิเวกสุข (ความสุขจากความสงัด) อุปสมสุข (ความสุขจากความสงบ) และ สัมโพธิสุข (ความสุขจากการตรัสรู้) ที่พระองค์เข้าถึงได้โดยง่ายแล้ว ลาภยศสรรเสริญเหล่านั้นกลับเป็นเพียงสิ่งสกปรกและน่ารำคาญใจ

พระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบการดำเนินชีวิตของพระภิกษุและแสดงความพอพระทัยต่อวิถีปฏิบัติที่ต่างกัน ดังนี้:

  • ความเห็นต่อหมู่คณะ: ทรงตำหนิภิกษุที่ชอบคลุกคลีกัน หยอกล้อ หรือมัวเมาในสุขจากการกินและการนอน เพราะถือเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าไม่ได้เข้าถึงความสุขที่ประณีตกว่า
  • ความเห็นต่อการพำนัก: ทรงไม่พอใจภิกษุที่อยู่ใกล้หมู่บ้าน (คามันตวิหาร) เพราะเสี่ยงต่อการถูกรบกวนและติดลาภสักการะ แต่ทรงพอใจและสนับสนุนภิกษุที่อยู่ป่า (อรัญญิก) แม้ภิกษุนั้นจะง่วงเหงาหาวนอนหรือยังไม่บรรลุธรรม เพราะสถานที่สงัดเอื้อต่อการทำสมาธิและการเจริญวิปัสสนาเพื่อความหลุดพ้น
  • การปฏิบัติตนต่อลาภสักการะ: ทรงตำหนิภิกษุที่ยอมทิ้งความสงัดเพื่อแลกกับลาภยศสรรเสริญ แต่ทรงสรรเสริญภิกษุที่แม้จะได้รับปัจจัยสี่ครบถ้วน ก็ยังคงรักษาวิถีแห่งการวิเวกไว้ ไม่หวั่นไหวไปตามลาภสักการะ

หัวใจสำคัญของพระสูตรนี้คือการชี้ให้เห็นว่า ความสุขที่แท้จริงคือความสุขทางจิตวิญญาณ ซึ่งเกิดจากการวิเวกและการปฏิบัติธรรม พระองค์ย้ำเตือนว่าชีวิตบรรพชิตควรมีเป้าหมายที่ความหลุดพ้น มากกว่าการแสวงหาการยอมรับจากสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่พระองค์ทรงเรียกว่า "มิลลสุข" (ความสุขที่เปรียบดั่งสิ่งปฏิกูล) และความไม่มักน้อยนั้นเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการบรรลุธรรม

อ่านพระสูตรฉบับเต็ม →
ปรับปรุงข้อมูลล่าสุดวันที่ 2026-10-24