With Anurādha
อนุราธสูตรที่ ๔ (สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค SN 22.86) กล่าวถึงเหตุการณ์ที่พระอนุราธะกำลังพักผ่อนอยู่ในป่าใกล้กรุงเวสาลี และได้ถูกพวกปริพาชกต่างลัทธิเข้ามาซักถามถึงทิฏฐิของพระตถาคตเกี่ยวกับสัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว (หลังความตาย) ปริพาชกเหล่านั้นถามว่า พระตถาคตบัญญัติอย่างไรใน ๔ ฐานะ คือ สัตว์ย่อมเกิดอีก, ไม่เกิดอีก, เกิดอีกก็มีไม่เกิดอีกก็มี, หรือจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ไม่เกิดอีกก็มิใช่ พระอนุราธะตอบว่า พระตถาคตเป็นอุดมบุรุษ ทรงบัญญัติธรรมนอกเหนือจากฐานะทั้งสี่นี้ ด้วยเหตุนี้ ปริพาชกจึงรุกรานว่าพระอนุราธะเป็นภิกษุใหม่และเป็นผู้โง่เขลา
เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบเรื่อง จึงได้ตรัสถามพระอนุราธะว่า เธอมองเห็นพระตถาคตในรูป เวทนา สัญญา สังขาร หรือวิญญาณหรือไม่ หรือเห็นว่าพระตถาคตเป็นอื่นจากขันธ์ ๕ เหล่านี้ หรือเห็นว่าพระตถาคตอยู่ในขันธ์ ๕ หรือเป็นผู้ที่ไม่มีขันธ์ ๕ เหล่านี้ พระอนุราธะกราบทูลปฏิเสธทุกข้อ พระพุทธเจ้าจึงทรงชี้ให้เห็นว่า หากไม่สามารถค้นพบพระตถาคตโดยจริงโดยแท้ในขันธ์ ๕ ประการนี้ได้แม้ในปัจจุบัน ก็ไม่สมควรที่จะบัญญัติถึงพระตถาคตภายหลังความตายในฐานะทั้งสี่ประการนั้น
พระพุทธเจ้าทรงอธิบายต่อไปว่า ขันธ์ ๕ ทั้งหมด คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ไม่ควรที่จะยึดมั่นว่า “นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา” การที่มองไม่เห็นตนเอง (อัตตา) แม้ในขันธ์ ๕ ที่กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบัน ก็ย่อมไม่สามารถบัญญัติถึงสภาพของพระตถาคตหลังความตายได้ถูกต้อง ท้ายที่สุด พระผู้มีพระภาคทรงย้ำว่า "ทั้งในกาลก่อนและในบัดนี้ เราย่อมบัญญัติทุกข์และความดับทุกข์เท่านั้น" ซึ่งเป็นแก่นแท้ของพระธรรมคำสอนของพระองค์
อ่านพระสูตรฉบับเต็ม →