With Assaji
อัสสชิสูตร (สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค SN 22.88) กล่าวถึงเหตุการณ์ขณะที่พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระเวฬุวัน เขตกรุงราชคฤห์ และพระอัสสชิอาพาธหนักพักอยู่ที่กัสสปการาม ท่านได้ให้ภิกษุอุปัฏฐากไปกราบทูลพระพุทธองค์ เพื่อขอให้เสด็จไปเยี่ยมด้วยความอนุเคราะห์
เมื่อพระพุทธองค์เสด็จไปเยี่ยม ได้ตรัสถามถึงอาการอาพาธและว่าท่านมีความรำคาญใจหรือความเดือดร้อนใจหรือไม่ พระอัสสชิกราบทูลว่าท่านไม่สบายอย่างยิ่ง อาการอาพาธมีแต่กำเริบขึ้น และมีความรำคาญใจเดือดร้อนใจมาก แต่ท่านไม่มีข้อตำหนิตนเองเรื่องศีลแต่อย่างใด พระพุทธองค์จึงตรัสถามว่า "ถ้าเธอไม่มีข้อตำหนิตนเองเรื่องศีลแล้ว เหตุใดจึงมีความรำคาญเดือดร้อนใจ?" พระอัสสชิกราบทูลว่า ในอดีตท่านเคยทำความสงบกายสังขารได้ แต่ปัจจุบันไม่สามารถทำสมาธิได้ จึงคิดว่า "เราอย่าเสื่อมจากธรรมเลย"
พระผู้มีพระภาคจึงตรัสสอนพระอัสสชิว่า ภิกษุทั้งหลายที่สำคัญว่าสมาธิเป็นแก่นสาร ย่อมคิดว่า "เราอย่าเสื่อม" หากไม่สามารถทำสมาธิได้ แต่ในพระธรรมวินัยนี้ไม่ใช่แก่นแท้ หากแต่เป็นปัญญา ทาง และผล พระพุทธองค์ได้ทรงสอบถามพระอัสสชิเกี่ยวกับขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ว่าเป็นของเที่ยงหรือไม่เที่ยง เป็นสุขหรือเป็นทุกข์ ควรเห็นว่าเป็นอัตตา (ตัวตน) หรือไม่
พระอัสสชิได้กราบทูลตอบตามความเป็นจริงว่า ขันธ์ ๕ ทั้งหมดนั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ควรเห็นว่าเป็นอัตตา พระพุทธองค์จึงทรงสอนให้พิจารณาเห็นตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบว่า "นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่ใช่เรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา" เมื่อภิกษุเห็นดังนี้ย่อมเบื่อหน่ายในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด เมื่อคลายกำหนัดย่อมหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นแล้วย่อมรู้ว่า "ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก" พระพุทธองค์ทรงอุปมาว่า เหมือนกับตะเกียงน้ำมันที่ลุกโพลงอยู่ ก็เพราะอาศัยน้ำมันและไส้ เมื่อน้ำมันและไส้หมดไป ตะเกียงก็ย่อมดับไปเพราะขาดเชื้อเพลิงไปฉะนั้น
อ่านพระสูตรฉบับเต็ม →