With Channa
ฉันนสูตรที่ ๘ (SN 22.90) ในสังยุตตนิกาย ว่าด้วยเรื่องราวของพระฉันนะ ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะผู้มีทิฐิมานะรุนแรงและดื้อรั้นมาแต่เดิม ครั้นเมื่อพระเถระจำนวนมากพักอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้กรุงพาราณสี พระฉันนะได้ออกจากที่หลีกเร้นเข้าไปหาพระเถระเหล่านั้นในเวลาเย็น เพื่อขอให้พวกท่านตักเตือน สั่งสอน และแสดงธรรมให้ท่านได้เห็นธรรม.
เมื่อพระฉันนะกล่าวเช่นนั้นแล้ว พระเถระทั้งหลายได้ตอบว่า "ท่านฉันนะ รูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง สัญญาไม่เที่ยง สังขารไม่เที่ยง วิญญาณไม่เที่ยง รูปเป็นอนัตตา เวทนาเป็นอนัตตา สัญญาเป็นอนัตตา สังขารเป็นอนัตตา วิญญาณเป็นอนัตตา สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา" อย่างไรก็ตาม พระฉันนะรู้สึกว่าจิตของท่านยังไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งมั่น ไม่น้อมไปในการระงับสังขารทั้งปวง การสละคืนอุปธิทั้งปวง การสิ้นตัณหา วิราคะ นิโรธ และนิพพาน. ท่านยังคงมีความหวาดกลัวและยึดมั่นถือมั่นอยู่.
ด้วยเหตุนี้ พระฉันนะจึงระลึกถึงพระอานนท์ ผู้ซึ่งพระศาสดาทรงสรรเสริญและเพื่อนพรหมจารีผู้รู้ทั้งหลายก็ยกย่อง ท่านคิดว่าพระอานนท์น่าจะสามารถแสดงธรรมให้ท่านเห็นธรรมได้. ท่านจึงเดินทางไปหาพระอานนท์ที่โฆสิตาราม ใกล้เมืองโกสัมพี แล้วเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ฟัง.
พระอานนท์จึงแสดงธรรมแก่พระฉันนะ โดยอ้างถึงคำสอนที่พระพุทธองค์ตรัสกับท่านกัจจานโคตร (กัจจานะ) ซึ่งเป็นคำสอนเกี่ยวกับมัชฌิมาปฏิปทา (ทางสายกลาง) ที่ไม่เข้าใกล้ที่สุดสองอย่างคือ "สรรพสิ่งมีอยู่" และ "สรรพสิ่งไม่มีอยู่". พระอานนท์อธิบายว่า เมื่อบุคคลเห็นความเกิดขึ้นของโลกด้วยปัญญาอันชอบ ความไม่มีอยู่ของโลกย่อมไม่ปรากฏ และเมื่อเห็นความดับไปของโลกด้วยปัญญาอันชอบ ความมีอยู่ของโลกย่อมไม่ปรากฏ. การที่อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ ฯลฯ จนเกิดกองทุกข์ทั้งมวลนี้. และด้วยความดับไปโดยไม่เหลือของอวิชชา สังขาร ฯลฯ ก็ย่อมดับไปเช่นกัน. เมื่อความทุกข์เกิดขึ้น ก็คือทุกข์เกิดขึ้น เมื่อความทุกข์ดับไป ก็คือทุกข์ดับไป. ความรู้นี้เป็นอิสระจากผู้อื่น และนี่คือสัมมาทิฏฐิ. หลังจากได้ฟังธรรมจากพระอานนท์ พระฉันนะก็เกิดปีติและปราโมทย์อย่างสูง และได้เห็นธรรมในที่สุด (บรรลุโสดาปัตติผล).
อ่านพระสูตรฉบับเต็ม →