With Bhāradvāja
ภารทวาชสูตร (สังยุตตนิกาย SN 35.127) เป็นพระสูตรที่ว่าด้วยการรักษาพรหมจรรย์ของภิกษุหนุ่ม โดยมีพระเจ้าอุเทนแห่งกรุงโกสัมพี เสด็จเข้าเฝ้าพระปิณโฑลภารทวาชเถระ ณ โฆสิตาราม และตรัสถามถึงเหตุผลที่ทำให้ภิกษุหนุ่มผู้ยังอยู่ในปฐมวัย สามารถประพฤติพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์บริบูรณ์ได้ตลอดชีวิตและปฏิบัติอยู่ได้นาน
พระปิณโฑลภารทวาชเถระได้ถวายพระพร โดยอ้างอิงพระพุทธพจน์ว่า มีเหตุปัจจัย ๓ ประการ ดังนี้:
ประการแรก พระผู้มีพระภาคตรัสสอนให้ภิกษุทั้งหลายตั้งจิตไว้ในสตรีวัยเดียวกับมารดาว่าเป็นมารดา ในสตรีวัยเดียวกับพี่สาวน้องสาวว่าเป็นพี่สาวน้องสาว และในสตรีวัยเดียวกับธิดาว่าเป็นธิดา เพื่อระงับความกำหนัด แต่พระเจ้าอุเทนทรงแย้งว่า จิตเป็นธรรมชาติโลเล บางครั้งความโลภอาจเกิดขึ้นได้แม้ในสตรีที่คิดว่าเป็นมารดา พี่สาวน้องสาว หรือธิดา
ประการที่สอง หากวิธีแรกไม่ได้ผล พระผู้มีพระภาคตรัสสอนให้พิจารณากายนี้โดยความเป็นของปฏิกูล คือพิจารณาอวัยวะ ๓๒ ส่วน ตั้งแต่ปลายเท้าขึ้นไปถึงปลายผม และปลายผมลงมาถึงปลายเท้า โดยมีหนังหุ้มอยู่โดยรอบว่าเต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่าง ๆ พระเจ้าอุเทนยังคงตรัสว่า สำหรับภิกษุผู้ยังไม่เจริญในกาย อาจพิจารณาเห็นเป็นของไม่งามไม่ได้
ประการที่สาม หากทั้งสองวิธีแรกยังไม่สามารถควบคุมกิเลสได้ พระผู้มีพระภาคตรัสสอนให้ภิกษุทั้งหลายสำรวมอินทรีย์ทั้ง ๖ คือ เมื่อเห็นรูปด้วยตา ได้ยินเสียงด้วยหู ดมกลิ่นด้วยจมูก ลิ้มรสด้วยลิ้น ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย และรู้ธรรมารมณ์ด้วยใจ ก็ไม่ให้ยึดถือนิมิตและอนุพยัญชนะ (รายละเอียดปลีกย่อย) อันเป็นเหตุให้เกิดอกุศลธรรมคืออภิชฌาและโทมนัส การฝึกฝนป้องกันและรักษากาย วาจา ใจ และสำรวมอินทรีย์นี้แล จะทำให้ภิกษุหนุ่มสามารถประพฤติพรหมจรรย์ได้ตลอดไป
พระเจ้าอุเทนทรงชื่นชมพระพุทธพจน์ในข้อสุดท้ายนี้อย่างยิ่ง โดยตรัสว่า "เป็นอัศจรรย์นัก ท่านภารทวาชะ เป็นของน่าอัศจรรย์นัก พุทธภาษิตนั้นเป็นภาษิตดีแล้วโดยแท้" และทรงรับการสำรวมอินทรีย์ว่าเป็นเหตุปัจจัยที่แท้จริงที่ทำให้ภิกษุหนุ่มสามารถดำรงพรหมจรรย์ได้อย่างยั่งยืน
อ่านพระสูตรฉบับเต็ม →