With Rāsiya
ราสิยสูตร (สํ. สฬา. ๔๒.๑๒) จากพระไตรปิฎก กล่าวถึงผู้ใหญ่บ้านนามว่าราสิยะ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคและทูลถามว่า มีผู้กล่าวว่าพระสมณโคดมทรงตำหนิติเตียนตบะทุกชนิด ทรงชี้โทษและคัดค้านผู้บำเพ็ญตบะทั้งปวงว่าเป็นอยู่เศร้าหมองโดยส่วนเดียว คำกล่าวนั้นเป็นจริงหรือไม่
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ผู้ที่กล่าวเช่นนั้นหาได้กล่าวตรงตามที่พระองค์ตรัสไม่ แต่เป็นการกล่าวตู่ด้วยคำเท็จ. พระองค์ทรงชี้แจงว่าบรรพชิตไม่พึงเสพที่สุด ๒ อย่าง ได้แก่ การหมกมุ่นในกามสุข ซึ่งเป็นธรรมอันทราม เป็นของชาวบ้าน ไม่ใช่ของพระอริยะ และไม่ประกอบด้วยประโยชน์ (กามสุขัลลิกานุโยค) และการประกอบตนให้ลำบาก (อัตตกิลมถานุโยค) ซึ่งเป็นทุกข์ ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์
พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ "มัชฌิมาปฏิปทา" อันเป็นทางสายกลางที่ไม่เอียงเข้าใกล้ที่สุด ๒ อย่างนั้น ซึ่งเป็นปฏิปทาที่ก่อให้เกิดจักษุ (ปัญญาจักษุ) ก่อให้เกิดญาณ เป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ และเพื่อพระนิพพาน. มัชฌิมาปฏิปทานั้นก็คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ) ไปจนถึง สัมมาสมาธิ (ความตั้งมั่นชอบ).
พระสูตรนี้ยังได้อธิบายถึงบุคคล ๓ ประเภทที่แสวงหาความสุขทางกาม และผู้บำเพ็ญตบะอีก ๓ ประเภท โดยแยกแยะว่าการกระทำแบบใดควรสรรเสริญและแบบใดควรตำหนิ เช่น การแสวงหาทรัพย์โดยชอบธรรม ไม่เบียดเบียนผู้อื่น และการรู้จักแบ่งปันทำบุญ เป็นสิ่งที่ควรสรรเสริญ ส่วนการแสวงหาทรัพย์โดยไม่ชอบธรรมหรือไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่น เป็นสิ่งที่ควรตำหนิ. พระพุทธองค์ไม่ได้ทรงตำหนิหรือสรรเสริญผู้เสพกามหรือผู้บำเพ็ญตบะทั้งหมดโดยรวม แต่ทรงตำหนิเฉพาะผู้ที่ควรตำหนิและสรรเสริญเฉพาะผู้ที่ควรสรรเสริญ. เมื่อผู้ใหญ่บ้านราสิยะได้ฟังดังนี้ ก็เกิดความเลื่อมใสและประกาศตนเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต.
อ่านพระสูตรฉบับเต็ม →