The Shorter Discourse on the Mass of Suf
จูฬทุกขักขันธสูตร (มัชฌิมนิกาย MN 14) เริ่มต้นขึ้นเมื่อพระมหานามะศากยะได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า แม้จะทรงเข้าใจว่า โลภะ โทสะ โมหะ เป็นอุปกิเลสแห่งจิต แต่บางครั้งก็ยังคงถูกครอบงำอยู่ พระผู้มีพระภาคจึงตรัสตอบว่า นั่นเป็นเพราะธรรมภายในที่พระมหานามะยังละไม่ได้ขาด ซึ่งเป็นเหตุให้ยังคงอยู่ครองเรือนและบริโภคกามอยู่
พระพุทธองค์ทรงอธิบายถึง คุณของกาม ซึ่งได้แก่ กามคุณ 5 ประการ อันเป็นสิ่งที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ ที่เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ซึ่งยังความสุขและความโสมนัสให้เกิดขึ้นแก่ผู้เสพ
อย่างไรก็ตาม พระองค์ทรงเน้นย้ำถึง โทษของกาม ทั้งที่ปรากฏในปัจจุบันและในสัมปรายภพ ในชีวิตปัจจุบันนั้น ผู้คนต้องประกอบอาชีพอย่างขยันขันแข็งเพื่อแสวงหาโภคทรัพย์ หากไม่สำเร็จก็เศร้าโศก หากสำเร็จก็ต้องคอยหวงแหนและกังวลว่าจะถูกริบไป นอกจากนี้ กามยังเป็นเหตุให้เกิดการวิวาทบาดหมางกัน แม้กระทั่งการทำสงคราม ซึ่งนำมาซึ่งความทุกข์ การบาดเจ็บ และความตาย ส่วนโทษในสัมปรายภพนั้น คือการประพฤติทุจริตทางกาย วาจา ใจ อันมีกามเป็นเหตุ นำไปสู่การเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต และนรก
พระพุทธองค์ทรงชี้ว่า แม้อริยสาวกจะเห็นโทษของกามด้วยปัญญาอันชอบแล้ว แต่หากยังไม่บรรลุ ปีติและสุขที่ปราศจากกามและอกุศลธรรม (คือฌาน) หรือธรรมอื่นที่สงบกว่านั้น ก็ยังคงเป็นผู้ที่อาจเวียนมาหากามอีกได้ พระองค์ทรงเล่าถึงสมัยที่ยังเป็นพระโพธิสัตว์ ก็ทรงเห็นโทษของกามแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถปฏิญาณได้ว่าจะไม่เวียนมาในกาม จนกว่าจะบรรลุปีติสุขจากฌาน สุตตะนี้ยังมีการเปรียบเทียบกับนักบวชนิครนถ์ที่เชื่อในการบำเพ็ญตบะเพื่อชดใช้กรรมเก่า ซึ่งพระพุทธองค์ทรงแสดงว่า ความสุขที่แท้จริงเกิดจากการเข้าถึงฌาน ไม่ใช่จากการทรมานตน
อ่านพระสูตรฉบับเต็ม →