With Jānussoṇi
ชานุสโสณิพราหมณ์ได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค และกราบทูลถามว่า ใครสมควรได้รับพลี หรือทานต่างๆ พระพราหมณ์กล่าวว่า บุคคลที่ควรได้รับสิ่งเหล่านี้คือ พราหมณ์ผู้ทรงความรู้ไตรเพท
พระพุทธองค์จึงทรงตรัสถามว่า พราหมณ์ผู้ทรงไตรเพท ตามความเชื่อของพราหมณ์นั้นคืออย่างไร ชานุสโสณิพราหมณ์ได้อธิบายว่า
พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า "ไตรวิชชา" ตามพระวินัยของพระอริยะแตกต่างจากไตรเพทของพราหมณ์อย่างสิ้นเชิง และทรงอธิบายถึง "ไตรวิชชา" อันเป็นความรู้แจ้งของพระอริยเจ้า ดังนี้
เมื่อภิกษุสงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งปวง เข้าถึงและอยู่ในจตุตถฌาน จิตของเธอย่อมตั้งมั่น บริสุทธิ์ผ่องใส ปราศจากมลทิน อ่อนควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว เธอย่อมน้อมจิตไปเพื่อระลึกชาติหนหลังได้หลายอย่างพร้อมทั้งลักษณะและรายละเอียด ความไม่รู้ย่อมหมดไป ความรู้ย่อมเกิดขึ้น ความมืดย่อมหมดไป แสงสว่างย่อมเกิดขึ้น นี่คือวิชชาที่หนึ่ง
เมื่อจิตตั้งมั่นเช่นนั้น เธอย่อมน้อมจิตไปเพื่อรู้การตายและการเกิดของสัตว์ทั้งหลาย ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์เหนือมนุษย์ ย่อมเห็นสัตว์ทั้งหลายที่กำลังจุติและอุบัติ เป็นไปตามกรรมของตน นี่คือวิชชาที่สอง
เมื่อจิตตั้งมั่นเช่นนั้น เธอย่อมน้อมจิตไปเพื่อรู้ความสิ้นไปแห่งอาสวะ ย่อมรู้ตามเป็นจริงว่า "นี้ทุกข์" "นี้เหตุให้เกิดทุกข์" "นี้ความดับทุกข์" "นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์" และย่อมรู้ตามเป็นจริงว่า "เหล่านี้อาสวะ" "นี้เหตุเกิดอาสวะ" "นี้ความดับอาสวะ" "นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับอาสวะ" เมื่อรู้เห็นเช่นนี้ จิตย่อมหลุดพ้นจากอาสวะทั้ง ๓ คือ กามอาสวะ ภวาสวะ และ อวิชชาอาสวะ เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว ทราบชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป นี่คือวิชชาที่สาม
พระพุทธองค์ทรงสรุปว่า ภิกษุผู้มีศีลบริสุทธิ์ มีความเพียรสงบ ผู้มีใจแน่วแน่ ผู้ที่ได้บรรลุญาณทั้งสามนี้แหละ เป็นผู้ที่พระองค์เรียกว่า "ผู้ทรงไตรวิชชา" ไม่ใช่ผู้ที่เพียงแต่ท่องจำตามกันมา
ชานุสโสณิพราหมณ์เกิดความเลื่อมใสอย่างยิ่ง และกล่าวว่า ผู้ทรงไตรเพทของพราหมณ์นั้นไม่ถึงเศษหนึ่งส่วนสิบหกของผู้ทรงไตรวิชชาตามพระธรรมวินัยของพระอริยะเลย และได้ประกาศตนเป็นอุบาสกผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งตลอดชีวิต.
อ่านพระสูตรฉบับเต็ม →