พระสูตรนี้ (ปฐมสมาธิสูตร หรือ AN 4.92) พระพุทธองค์ทรงจำแนกบุคคลในโลกออกเป็น 4 ประเภท โดยใช้เกณฑ์วัดจากธรรมะ 2 ประการสำคัญ คือ "สมถะ หรือ ฌานสมาบัติ" (Internal serenity of heart - ความสงบภายในจิตใจ) และ "วิปัสสนา" (Higher wisdom of discernment of principles - ปัญญาที่หยั่งรู้ถึงหลักธรรมตามความเป็นจริง) ซึ่งเปรียบเสมือนธรรมะที่เป็นคู่ปรับกันในการปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น

โดยแบ่งประเภทบุคคลออกเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้:

  • กลุ่มที่ 1: ผู้ที่ได้เพียงความสงบ (สมถะ) แต่ยังขาดปัญญาในการจำแนกธรรม
  • กลุ่มที่ 2: ผู้ที่ได้เพียงปัญญา (วิปัสสนา) แต่ยังขาดความสงบภายในจิตใจ
  • กลุ่มที่ 3: ผู้ที่ไม่มีทั้งความสงบและไม่มีทั้งปัญญา
  • กลุ่มที่ 4: ผู้ที่ได้ทั้งความสงบและปัญญา (เป็นบุคคลผู้สมบูรณ์ที่สุด)

คำสอนหลักของพระสูตรนี้ คือการชี้ให้เห็นว่าการปฏิบัติธรรมที่สมบูรณ์นั้นไม่ควรเอนเอียงไปด้านใดด้านหนึ่งเพียงอย่างเดียว หากผู้ปฏิบัติมุ่งเน้นแต่ความสงบแต่ขาดปัญญา ก็ไม่อาจเห็นแจ้งในอริยสัจได้ ในทางกลับกันหากมีแต่ปัญญาแต่จิตใจไม่สงบตั้งมั่น ย่อมยากที่จะเข้าถึงสมาธิระดับสูง ดังนั้นเป้าหมายสูงสุดของการปฏิบัติในพุทธศาสนาจึงเป็นการฝึกฝนให้เกิด "สมถะและวิปัสสนาควบคู่กันไป" เพื่อให้จิตใจมีความสงบเป็นฐานและมีความเฉลียวฉลาดรอบรู้ในสภาวธรรม เพื่อนำไปสู่การหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวงอย่างแท้จริง

อ่านพระสูตรฉบับเต็ม →
ปรับปรุงข้อมูลล่าสุดวันที่ 2026-05-30