พระสูตรนี้ (AN 10.170) พระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบชีวิตและการดำเนินชีวิตด้วยอุปมาเรื่อง “ฝั่งนี้” และ “ฝั่งโน้น” เพื่อชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างการใช้ชีวิตที่จมอยู่ในอกุศลธรรมกับการดำเนินชีวิตที่ตั้งอยู่ในกุศลธรรม เพื่อนำพาตนให้พ้นไปจากวัฏสงสารและเงื้อมมือของความตาย โดยมีใจความสำคัญคือการฝึกตนให้ละเว้นจากความชั่วและบำเพ็ญความดี

พระพุทธองค์ทรงจำแนกหลักปฏิบัติที่แบ่งแยกความเป็น “ฝั่งนี้” (ทางแห่งความเสื่อม) และ “ฝั่งโน้น” (ทางแห่งความพ้นทุกข์) ผ่านศีลและธรรมปฏิบัติ 10 ประการ ดังนี้:

  • กายกรรม 3: ละเว้นจากการฆ่าสัตว์, การลักทรัพย์ และการประพฤติผิดในกาม
  • วจีกรรม 4: ละเว้นจากการพูดเท็จ, พูดส่อเสียด, พูดคำหยาบ และพูดเพ้อเจ้อ
  • มโนกรรม 3: เปลี่ยนจากความโลภเป็นความสันโดษ, เปลี่ยนจากความพยาบาทเป็นความเมตตา และเปลี่ยนจากมิจฉาทิฏฐิเป็นสัมมาทิฏฐิ

พระพุทธองค์ทรงตรัสเตือนว่ามนุษย์ส่วนใหญ่ยังคงวนเวียนอยู่เพียงแค่ “ฝั่งนี้” มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่จะข้ามไปยัง “ฝั่งโน้น” ได้สำเร็จ ผู้ที่ต้องการข้ามพ้นเงื้อมมือของความตายจำเป็นต้องปฏิบัติตามคำสอนด้วยความเพียร โดยการละทิ้งธรรมที่มืดดำและอบรมบ่มเพาะธรรมที่สว่างไสว ออกจากบ้านเรือนมาสู่ความสงบวิเวกเพื่อหาความสุขในทางธรรม

บทสรุปของพระสูตรเน้นย้ำถึงการเป็นผู้ “ไม่มีกังวล” โดยการชำระจิตใจให้บริสุทธิ์จากมลทินทั้งปวง ฝึกฝนจิตให้เจริญในโพชฌงค์ (ธรรมอันเป็นองค์แห่งการตรัสรู้) จนกระทั่งสามารถปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นได้ เมื่อนั้นบุคคลผู้นั้นย่อมเป็นผู้สิ้นอาสวะกิเลส มีความสว่างไสวในตนเอง และบรรลุถึงความดับเย็น (นิพพาน) ได้ตั้งแต่ในโลกนี้

อ่านพระสูตรฉบับเต็ม →
ปรับปรุงข้อมูลล่าสุดวันที่ 2026-06-01