Dutiyahāliddikānisutta

หลิททิกานิสูตร

Hāliddikāni (2nd)

ข้อมูลพระสูตร
พระไตรปิฎกเล่มที่ 17
นิกายสังยุตตนิกาย
ผู้แสดงธรรมพระมหากัจจานะ
ผู้ฟังคหบดีชื่อหลิททิกานิ
สถานที่แคว้นอวันตี
อ่านพระสูตรหลิททิกานิสูตร →

สรุปเนื้อหา หลิททิกานิสูตร

พระสูตรหะลิดทิกานิสูตร (SN22.4) กล่าวถึงคฤหบดีหะลิดทิกานิที่เข้าไปกราบเรียนถามพระมหากัจจายนะ ขณะที่ท่านพำนักอยู่ที่อวันตีชนบท ใกล้หมู่บ้านกุรรฆระ บนภูเขาชัน

คฤหบดีได้ยกพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ในสักกปัญหาสูตรว่า "สมณะและพราหมณ์เหล่าใดพ้นแล้วเพราะความสิ้นไปแห่งตัณหา สมณะและพราหมณ์เหล่านั้นบรรลุผลอันสูงสุด บรรลุธรรมเป็นแดนเกษมจากโยคะอันสูงสุด บรรลุพรหมจรรย์อันสูงสุด บรรลุที่สุดอันสูงสุด เป็นผู้ประเสริฐสุดในหมู่เทพและมนุษย์" แล้วถามว่า พุทธพจน์โดยย่อนี้ควรเห็นความหมายพิสดารอย่างไร

พระมหากัจจายนะได้อธิบายว่า การที่จิตจะ "หลุดพ้นดี" นั้นหมายถึงการละ วาง และสิ้นไปซึ่งกิเลสทั้งหลายในขันธ์ ๕ โดยจำแนกตามองค์ประกอบของขันธ์ดังนี้:

  • รูปขันธ์: ได้แก่ ฉันทะ ราคะ นันทิ ตัณหา ความพัวพัน ความยึดมั่น ความตั้งมั่นในใจ ความฝังติด และอนุสัยที่มีอยู่ในรูป การที่สิ่งเหล่านี้สิ้นไป จางคลายไป ดับไป สละไป ปล่อยวางไป จิตจึงจะชื่อว่า "หลุดพ้นดี"
  • เวทนาขันธ์: เช่นเดียวกับการสิ้นไป จางคลายไป ดับไป สละไป ปล่อยวางไปซึ่งฉันทะ ราคะ ตัณหา และความยึดมั่นต่างๆ ที่มีอยู่ในเวทนา จิตจึงจะชื่อว่า "หลุดพ้นดี"
  • สัญญาขันธ์: เช่นเดียวกับการสิ้นไป จางคลายไป ดับไป สละไป ปล่อยวางไปซึ่งฉันทะ ราคะ ตัณหา และความยึดมั่นต่างๆ ที่มีอยู่ในสัญญา จิตจึงจะชื่อว่า "หลุดพ้นดี"
  • สังขารขันธ์: เช่นเดียวกับการสิ้นไป จางคลายไป ดับไป สละไป ปล่อยวางไปซึ่งฉันทะ ราคะ ตัณหา และความยึดมั่นต่างๆ ที่มีอยู่ในสังขาร จิตจึงจะชื่อว่า "หลุดพ้นดี"
  • วิญญาณขันธ์: เช่นเดียวกับการสิ้นไป จางคลายไป ดับไป สละไป ปล่อยวางไปซึ่งฉันทะ ราคะ ตัณหา และความยึดมั่นต่างๆ ที่มีอยู่ในวิญญาณ จิตจึงจะชื่อว่า "หลุดพ้นดี"

พระมหากัจจายนะสรุปว่า นี่แหละคือการทำความเข้าใจความหมายโดยพิสดารของพระพุทธพจน์โดยย่อที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ในสักกปัญหาสูตร อันนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายสูงสุดแห่งการสิ้นตัณหา

อ่านพระสูตรฉบับเต็ม →
ปรับปรุงข้อมูลล่าสุดวันที่ 2026-04-23
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka