ปลายิตชาดก เป็นชาดกว่าด้วยการถอดใจหนีของบุคคลผู้ขาดความกล้าหาญเมื่อเผชิญกับสิ่งที่ดูยิ่งใหญ่กว่าตน โดยพระพุทธองค์ทรงยกเรื่องราวในอดีตมาเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ในสมัยพุทธกาล เพื่อแสดงให้เห็นว่าผู้ที่ขลาดกลัวย่อมพ่ายแพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มสู้

ในสมัยพุทธกาล มีปริพาชกผู้หนึ่งท่องเที่ยวไปทั่วชมพูทวีปเพื่อโต้วาทะกับผู้อื่น แต่เมื่อมาถึงเมืองสาวัตถีและทราบว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ที่พระเชตวันมหาวิหาร จึงตั้งใจจะไปโต้ตอบวาทะ แต่เมื่อได้เห็นความอลังการของซุ้มประตูพระเชตวันเพียงภายนอก ก็เกิดความหวาดหวั่นพรั่นพรึงในใจว่าเพียงแค่ซุ้มประตูยังวิจิตรตระการตาถึงเพียงนี้ คฤหาสน์หรือที่ประทับภายในจะยิ่งใหญ่เพียงใด เมื่อเกิดความเกรงกลัวในอำนาจบารมีของพระพุทธองค์จึงตัดสินใจหนีไปทันที

พระพุทธองค์จึงทรงเล่าเรื่องในอดีตว่า ครั้งหนึ่งพระเจ้าพรหมทัตแห่งกรุงพาราณสีทรงยกกองทัพใหญ่หมายจะตีเมืองตักกสิลา โดยทรงปลุกใจเหล่าทหารให้บุกรุกเข้าโจมตีอย่างฮึกเหิม ทว่าเมื่อทัพของพระองค์เคลื่อนไปถึงประตูเมืองตักกสิลาและเห็นความงดงามของซุ้มประตูนคร พระเจ้าพรหมทัตกลับเกิดความขลาดกลัวและประเมินว่าพระราชาผู้ครองเมืองที่สร้างซุ้มประตูได้วิจิตรเช่นนี้ ย่อมมีบุญญาธิการและกำลังทหารที่เหนือกว่าตน จึงถอดใจยกทัพกลับกรุงพาราณสีไปในที่สุด

บทสรุปและคำสอนสำคัญ:

  • ความประมาทในตนเอง: การด่วนตัดสินใจหนีเพียงเพราะเห็นรูปกายหรือวัตถุภายนอกที่ดูยิ่งใหญ่ เป็นการแสดงถึงความขาดสติปัญญาและจิตใจที่ไม่มั่นคง
  • ความกลัวเป็นอุปสรรค: ความขลาดกลัวที่เกิดขึ้นในจิตใจ (มโนคติ) มักมีพลังมากกว่าศัตรูจริงในสนามรบ เปรียบเสมือนคนที่ยอมแพ้ทั้งที่ยังไม่ได้ลงมือทำ
  • การประชุมชาดก: พระเจ้าพาราณสีในอดีตชาติคือปริพาชกผู้นี้ ส่วนพระราชาเมืองตักกสิลาคือองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงบำเพ็ญบารมีมาอย่างยิ่งใหญ่

อ่านพระสูตรฉบับเต็ม →
ปรับปรุงข้อมูลล่าสุดวันที่ 2026-09-13