Disillusionment
ในนิพพิทาสูตร สังยุตตนิกาย SN 46.20 (พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๙) พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมอันเป็นไปเพื่อความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดโดยส่วนเดียว เพื่อความดับ เพื่อความเข้าไปสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ และเพื่อพระนิพพาน. พระองค์ตรัสว่า ธรรม ๗ ประการนี้ เมื่อบุคคลเจริญและกระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อผลดังกล่าว
ธรรม ๗ ประการนั้นคือ โพชฌงค์ ๗ อันเป็นองค์แห่งการตรัสรู้ ได้แก่ สติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ และอุเบกขาสัมโพชฌงค์
การเจริญสติสัมโพชฌงค์คือ การตั้งสติระลึกรู้ในธรรมทั้งหลายอย่างต่อเนื่อง ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์คือ การพิจารณาค้นคว้าธรรม แยกแยะถูกผิดดีชั่ว วิริยสัมโพชฌงค์คือ ความเพียรพยายามอย่างไม่ย่อท้อในการเจริญกุศลธรรม ปีติสัมโพชฌงค์คือ ความอิ่มเอิบใจที่เกิดจากการปฏิบัติธรรม ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์คือ ความสงบกายสงบใจ สมาธิสัมโพชฌงค์คือ การตั้งจิตมั่นเป็นหนึ่งเดียว อุเบกขาสัมโพชฌงค์คือ การวางใจเป็นกลาง มองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริงโดยไม่ยินดียินร้าย
พระพุทธองค์ทรงย้ำว่า เมื่อโพชฌงค์ ๗ ประการนี้ ได้รับการพัฒนาและเจริญให้มากแล้ว ย่อมนำไปสู่ความเบื่อหน่าย (นิพพิทา) ซึ่งเป็นความรู้สึกที่คลายความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งปวง ความเบื่อหน่ายนี้ไม่ได้หมายถึงความท้อแท้สิ้นหวัง แต่เป็นความเห็นแจ้งในความเป็นจริงของโลกและสรรพสิ่งว่าล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวตน จึงคลายกำหนัด ไม่ติดข้อง ย่อมนำไปสู่ความดับทุกข์โดยสมบูรณ์ อันเป็นความสงบสูงสุดคือพระนิพพาน
โดยสรุป นิพพิทาสูตร SN 46.20 นี้ แม้จะเป็นพระสูตรที่สั้น แต่ได้ชี้ให้เห็นถึงเส้นทางอันชัดเจนในการปฏิบัติเพื่อการหลุดพ้น ด้วยการเจริญโพชฌงค์ ๗ เพื่อให้เกิดนิพพิทาญาณ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการละวาง และนำไปสู่การบรรลุพระนิพพานในที่สุด
อ่านพระสูตรฉบับเต็ม →