At the Eastern Monastery (1st)
ปฐมปุพพารามสูตร (SN 48.45) บันทึกเรื่องราวขณะที่พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารบุพพาราม ปราสาทของนางวิสาขา มิคารมาตา ใกล้กรุงสาวัตถี
ในกาลนั้น พระพุทธองค์ได้ตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุพึงเจริญและกระทำให้มากซึ่งอินทรีย์กี่อย่าง จึงจะสามารถประกาศการตรัสรู้ได้ว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก’?”
ภิกษุทั้งหลายได้ทูลตอบว่า “ธรรมทั้งหลายของข้าพระองค์ทั้งหลายมีพระผู้มีพระภาคเป็นรากฐาน...” ซึ่งเป็นการแสดงความเคารพและมอบให้พระพุทธองค์ทรงเป็นผู้ชี้แจง
พระผู้มีพระภาคจึงตรัสตอบว่า “ภิกษุพึงเจริญและกระทำให้มากซึ่งอินทรีย์อย่างหนึ่งเท่านั้น จึงจะสามารถประกาศการตรัสรู้นั้นได้”
พระองค์ทรงอธิบายต่อไปว่า อินทรีย์อย่างหนึ่งนั้นคือ ปัญญาอินทรีย์ (faculty of wisdom) นั่นเอง เมื่ออริยสาวกมีปัญญาที่ตั้งมั่นแล้ว ปัญญาอินทรีย์นั้นย่อมยังศรัทธา (faith) วิริยะ (energy) สติ (mindfulness) และสมาธิ (immersion) ซึ่งเป็นอินทรีย์ที่เหลือและเกิดร่วมกัน ให้ตั้งมั่นและมั่นคงตามไปด้วย
นี่แหละคืออินทรีย์อย่างหนึ่งที่ภิกษุต้องเจริญและกระทำให้มาก เพื่อให้สามารถประกาศการบรรลุธรรมสูงสุดได้ว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก’