พระสูตรอิทธิบาทวิภังคสูตร (SN 51.20) อธิบายถึงอานิสงส์อันยิ่งใหญ่และประโยชน์มหาศาลของการเจริญและบ่มเพาะ อิทธิบาท 4 ซึ่งประกอบด้วย ฉันทะ (ความพอใจ, ความตั้งใจ), วิริยะ (ความเพียร), จิตตะ (ความคิด, จิต), และ วิมังสา (การไตร่ตรอง, การสอบสวน) อย่างถูกวิธี
พระภิกษุผู้ปฏิบัติจะต้องพัฒนาอิทธิบาทแต่ละข้อด้วยความพยายาม โดยมีหลักคิดสำคัญคือการรักษาสมดุล: ‘ฉันทะ (หรืออิทธิบาทอื่นๆ) ของเราจะไม่ย่อหย่อนเกินไปหรือตึงเครียดเกินไป และจะไม่หดหู่ภายในหรือฟุ้งซ่านภายนอก’
- ฉันทะ/วิริยะ/จิตตะ/วิมังสาที่ย่อหย่อน คือการประกอบด้วยความเกียจคร้าน
- ฉันทะ/วิริยะ/จิตตะ/วิมังสาที่ตึงเครียด คือการประกอบด้วยความฟุ้งซ่าน
- ฉันทะ/วิริยะ/จิตตะ/วิมังสาที่หดหู่ภายใน คือการประกอบด้วยความทื่อและง่วงเหงา
- ฉันทะ/วิริยะ/จิตตะ/วิมังสาที่ฟุ้งซ่านภายนอก คือการฟุ้งซ่านไปในกามคุณห้าภายนอก
พร้อมกันนี้ ต้องเจริญสติด้วยการรับรู้ในลักษณะต่างๆ:
- ก่อนเหมือนหลัง หลังเหมือนก่อน: คือการรับรู้โดยการกำหนดจิต ตั้งมั่น พึงระลึก และพิจารณาด้วยปัญญาอย่างถ่องแท้
- ล่างเหมือนบน บนเหมือนล่าง: คือการพิจารณากายตนเองตั้งแต่ปลายเท้าขึ้นไปถึงปลายผม และจากปลายผมลงมาถึงปลายเท้า โดยละเอียดในส่วนต่างๆ ที่ไม่สะอาดทั้ง 32 ประการ
- กลางวันเหมือนกลางคืน กลางคืนเหมือนกลางวัน: คือการปฏิบัติด้วยลักษณะ คุณสมบัติ และนิมิตแบบเดียวกันอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นช่วงกลางวันหรือกลางคืน
การปฏิบัติเช่นนี้จะช่วยให้จิตเปิดกว้างและไม่ถูกปิดกั้น นำไปสู่ จิตที่เปี่ยมด้วยความรุ่งเรือง ซึ่งเกิดจากการที่ภิกษุจับ สัญญาแห่งแสงสว่าง และ สัญญาแห่งกลางวัน ได้อย่างถูกต้อง
เมื่อ อิทธิบาท 4 ได้รับการพัฒนาและบ่มเพาะอย่างสมบูรณ์เช่นนี้ ย่อมนำมาซึ่งผลอันยิ่งใหญ่ ได้แก่การบรรลุ อภิญญา แสดงฤทธิ์ได้นานาประการ เช่น การเนรมิตกายให้มากหรือน้อย และที่สำคัญที่สุดคือการบรรลุ ความพ้นจากกิเลส ทั้งทางใจและทางปัญญาในภพชาตินี้เอง ด้วยการประจักษ์แจ้งด้วยตนเองจากการสิ้นอาสวกิเลส
อ่านพระสูตรฉบับเต็ม →
แสดงความคิดเห็น
แบ่งปันข้อสังเกต คำถาม หรือข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับอิทธิบาท วิภังคสูตร