With Bāhiya
ในสังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๐ พาหิยสูตร (SN 35.89) กล่าวถึงท่านพระพาหิยะซึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค แล้วกราบทูลขอให้พระองค์ทรงแสดงธรรมโดยย่อ เพื่อที่ท่านจะได้นำไปปฏิบัติและบำเพ็ญเพียรอยู่รูปเดียวอย่างสงบ
พระผู้มีพระภาคตรัสถามท่านพระพาหิยะว่า “ดูกรพาหิยะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน จักษุเที่ยงหรือไม่เที่ยง?” ท่านพระพาหิยะกราบทูลว่า “ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคจึงตรัสต่อไปว่า “ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?” ท่านพระพาหิยะตอบว่า “เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า”
พระพุทธองค์ทรงสอนว่า เมื่อสิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ผู้นั้นไม่ควรเห็นสิ่งนั้นว่า “นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา” หลักการนี้มิได้จำกัดอยู่เพียงแค่จักษุและรูปที่เห็นเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงอายตนะภายในและภายนอกทั้งหมดอันได้แก่ หู เสียง จมูก กลิ่น ลิ้น รส กาย สัมผัส และ ใจ ธรรมารมณ์ รวมถึงวิญญาณ สัมผัส และเวทนา (สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา) ที่เกิดขึ้นจากอายตนะเหล่านั้นด้วย
พระผู้มีพระภาคตรัสสอนว่า อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในอายตนะต่าง ๆ และในเวทนาที่เกิดขึ้น เมื่อเบื่อหน่ายแล้ว ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัดจึงหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว และรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีก
หลังจากได้ฟังพระธรรมเทศนาโดยย่อนี้แล้ว ท่านพระพาหิยะก็เกิดความยินดีอนุโมทนาในพระพุทธภาษิตนั้น และเมื่อหลีกเร้นอยู่ตามลำพัง มีความเพียร มีความอุตสาหะ ไม่นานก็ได้บรรลุพระอรหัต เป็นผู้หนึ่งในบรรดาพระอรหันต์ทั้งหลาย
อ่านพระสูตรฉบับเต็ม →