ในกิมิลสูตร (sn54.10) พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ป่าชายเลน ทรงมีพระประสงค์จะแสดงธรรมเกี่ยวกับ อานาปานสติสมาธิ แก่พระกิมพิลา แต่เมื่อพระกิมพิลาไม่ทูลตอบ พระอานนท์จึงทูลอาราธนาให้พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรม เพื่อให้ภิกษุทั้งหลายได้สดับและจดจำ ซึ่งพระองค์ก็ทรงรับและแสดงธรรมนั้น
พระพุทธองค์ทรงอธิบายว่า การเจริญอานาปานสติสมาธิให้มีผลมาก มีอานิสงส์มากนั้น เริ่มจากการที่ภิกษุเข้าป่า ไปยังโคนไม้ หรือเรือนว่าง นั่งขัดสมาธิ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า หายใจเข้าก็รู้ว่าหายใจเข้า หายใจออกก็รู้ว่าหายใจออก โดยมีการปฏิบัติเป็นขั้นเป็นตอน ภายใต้การพิจารณาใน สติปัฏฐาน ๔ ดังนี้
- กายานุปัสสนา (การพิจารณากาย): ผู้ปฏิบัติหายใจเข้าออกอย่างมีสติ รู้ลมหายใจหนักเบา รับรู้กายทั้งหมด และทำกายสังขาร (ลมหายใจ) ให้สงบ พระองค์ตรัสว่า ลมหายใจเป็นส่วนหนึ่งของกาย การพิจารณาเช่นนี้จึงเป็นการพิจารณากาย
- เวทนานุปัสสนา (การพิจารณาเวทนา): ผู้ปฏิบัติหายใจเข้าออก พร้อมรับรู้ปีติ สุข และจิตตสังขาร (ความปรุงแต่งทางใจ) และทำให้จิตตสังขารสงบ พระองค์ตรัสว่า การตั้งใจแน่วแน่ต่อลมหายใจเข้าออกนั้น เป็นส่วนหนึ่งของเวทนา
- จิตตานุปัสสนา (การพิจารณาจิต): ผู้ปฏิบัติหายใจเข้าออก พร้อมรับรู้จิต ทำให้จิตเบิกบาน ตั้งมั่นในสมาธิ และปลดเปลื้องจิตให้เป็นอิสระ พระองค์ตรัสว่า การเจริญอานาปานสติสมาธิย่อมไม่มีได้ หากปราศจากสติและสัมปชัญญะ (ความรู้ตัว) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการพิจารณาจิต
- ธัมมานุปัสสนา (การพิจารณาธรรม): ผู้ปฏิบัติหายใจเข้าออก พร้อมพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ความคลายกำหนัด ความดับ และการสละคืน พระองค์ตรัสว่า การเห็นด้วยปัญญาว่าควรละความกำหนัดยินดีและความไม่พอใจ ย่อมทำให้วางใจเป็นอุเบกขาได้
พระพุทธองค์ทรงอุปมาว่า เหมือนกองทรายใหญ่ที่ถูกเกวียนหรือรถที่มาจากทิศต่างๆ บดขยี้ให้สลายไป ฉันใดก็ดี เมื่อภิกษุเจริญอานาปานสติโดยพิจารณากาย เวทนา จิต และธรรมะ ย่อมทำลาย อกุศลธรรม ทั้งปวงให้หมดสิ้นไปได้ ฉันนั้น.
อ่านพระสูตรฉบับเต็ม →
ปรับปรุงข้อมูลล่าสุดวันที่ 2026-05-11